วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรมแบบธรรมดา

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าแบบของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 5 แบบเลยที่เดียว ซึ่งประกอบด้วย

1.พินัยกรรมแบบธรรมดา (ไม่ได้เขียนเอง) (ม.๑๖๕๖)

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ม.๑๖๕๗)

3.พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (ม.๑๖๕๘)

4.พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (ม.๑๖๖๐)

5.พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา (ม.๑๖๖๓)

แต่วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องพินัยกรรมแบบธรรมดากันนะครับ ซึ่งท่านผู้อ่านอยากทราบแล้วซิว่าพินัยกรรมแบบธรรมดานั้นเป็นอย่างไร

การทำพินัยกรรมแบบธรรมดานั้นต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปีในขณะที่ทำขึ้น ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน หรือมิฉะนั้นก็พิมพ์ลายนิ้วมือโดยมีพยานอย่างน้อยสองคนลงชื่อรับรอง พยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม จะพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ (ม.๑๖๖๖) และในการที่มีการขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลง (เช่น การขีดฆ่าข้อความ) พินัยกรรมย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรม (ม.๑๖๕๖ ว.ท้าย) คือต้องลงวันที่แก้ไข ลงชื่อต่อหน้าพยาน และพยานต้องลงลายมือชื่อ การแก้ไขตามมาตรา ๑๖๕๖ ว. ท้าย เป็นคนละเรื่องกับการทำลายหรือขีดฆ่าข้อความเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกโดยตั้งใจยกเลิกเพิกถอน (ม.๑๖๙๕) เนื่องจากการเพิกถอนไม่มีแบบ


ตัวอย่างเช่น...




นายพิชัย ได้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมระบุ “ยกบ้านและที่ดินให้นายพิสิทธิ์ ต่อมานายพิชัยขีดฆ่าข้อความดังกล่าวออกทั้งหมด ดังนี้เป็นกรณีตามมาตรา ๑๖๙๕ เพราะเป็นการเพิกถอนสิทธิของนายพิสิทธิ์ แต่ถ้าขีดฆ่าจำนวนเงินออก แล้วแก้ไขใหม่เป็นยกที่ดินให้นายพิสิทธิ์ ดังนี้ เป็นการแก้ไขพินัยกรรมตามมาตรา ๑๖๕๖ ว. ท้าย ต้องทำตามแบบ มิฉะนั้นนายพิสิทธิ์ยังได้รับบ้านและที่ดิน แต่ถ้านายพิชัย ขีดฆ่าข้อความดังกล่าวออกทั้งหมด แล้วสามวันต่อมาจึงมาเติมข้อความว่า “ยกบ้านและที่ดินให้นางสาวพิกุล” เหตุนี้ถือว่านายพิสิทธิ์ และนางสาวพิกุล ไม่มีสิทธิรับพินัยกรรม เพราะการเพิกถอนสิทธิขาดตอนกับการแก้ไขตอนหลังที่ทำผิดแบบ

ข้อสำคัญของพินัยกรรมแบบธรรมดา

1.หากผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมขึ้นหลายฉบับพินัยกรรมฉบับหลังจะยกเลิกฉบับแรก ซึ่งสังเกตได้จากวันที่ที่ลงในพินัยกรรม

2.พยานในพินัยกรรมต้องไม่ใช้บุคคลต่อไปนี้
- บุคคลยังไม่บรรลุนิติภาวะ
- บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
- บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้หรือตาบอดทั้งสองข้าง

3.ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รับพินัยกรรม
- ผู้เขียนพินัยกรรม
- คู่สมรสของผู้เขียนพินัยกรรม
- พยานในพินัยกรรม
- คู่สมรสของพยานในพินัยกรรม

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

สวัสดีครับ...ท่านผู้อ่านทุกท่าน

การให้สินบนเจ้าพนักงานนี้นะถ้าเราให้สินบนแก่เจ้าพนักงานโดยสมัครใจนั้นเราอาจกระทำผิดตามมาตรา144 ในประมวลกฎหมายอาญาได้เช่นกัน ในมาตรา144นี้การให้สินบนแก่เจ้าพนักงานมีองค์ประกอบความผิดดังนี้

1.ผู้ใด

2.ให้ทรัพย์สิน

3.แก่เจ้าพนักงาน

4.กระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย

5.โดยเจตนา

ตัวอย่างการกระทำผิดตามมาตรานี้

ก.นางต้นอ้อเจ้าของบริษัทถุงพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตวันหนึ่งนางต้นอ้อได้ขับรถไปห้างโลตัส ปรากฎว่านางต้นอ้อไม่ได้พกใบอนุญาติขับขี่ไปด้วย และนางต้นอ้อขับรถมาถึง3แยกสามกองตำรวจตรวจใบอนุญาติขับขี่แม่อนางต้นอ้อเปิดกระเป๋าปรากฎว่าไม่ได้พกใบอนุญาติขับขี่ไปด้วย ตำรวจกำลังจะเขียนใบสั่งให้นางต้นอ้อ นางต้นอ้อก็ยื่นเงินให้ตำรวจ1000บาทและบอกตำรวจอีกว่าจบกันนะ แต่ปรากฎว่าต่ำรวจไม่รับ
...สรุป...จากเหตุการณ์นี้นางต้นอ้อผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา144ในประมวลกฎหมายอาญา เพราะนางต้นอ้อกระทำผิดตามองค์ประกอบในมาตรา144

ข.นายมังคุด มีความแค้นนายลำไยพ่อค้ายาบ้าที่ได้มาเป็นชู้กับนางมะพร้าวภรรยาของตน นายมังคุดได้เอารูปภาพที่นายลำไยไปส่งยาบ้าให้ลูกค้าไปให้ตำรวจเพื่อออกหมายจับนายลำไยต่อไป แต่ตำรวจกลับโกหกนายมังคุดว่าการออกหมายจับนายลำไยนั้นต้องผ่านกระบวนการหลายกระบวนการอาจล้าช้าเป็นเดือนๆเลยที่เดี่ยว นายมังคุดก็ชักเงินให้ตำรวจผู้นั้น5000บาทและบอกว่าดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
...สรุป...จากเหตุการณ์นี้นายมังคุดไม่ผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา144ในประมวลกฎหมายอาญา เพราะนายมังคุดไม่ได้กระทำผิดตามองค์ประกอบในมาตรา144 เนื่องจากการกระทำของนายมังคุดเป็นการกระทำที่ให้ตำรวจกระทำอันชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจผิดในมาตรา149ในประมวลกฎหมายอาญาฐานรับสินบน

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

ฟ้องหย่าสามีจอมปัญหาที่ควรศึกษา

การที่คุณผู้หญิงทั้งหลายจะการฟ้องหย่าสามีนั้นคุณผู้หญิงต้องทราบก่อนว่าสามีของคุณนี้ตรงตามเหตุของการฟ้องหย่าในมาตรา1516ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างไร ซึ่งเหตุของการฟ้องหย่าตามมาตรา1516นั้นได้กำหนดไว้10กรณีด้วยกันและมันคงจะเข้าใจยากถ้าพูดตามที่หลักของกฎหมายบัญญัติไว้ ฉนั้นข้าพเจ้าได้นำเอาเหตุของการฟ้องหย่าตามมาตรา1516มาเขียนในภาษาที่คุณผู้หญิงสามารถเข้าใจง่าย ซึ่งเหตุของการฟ้องหย้านี้มี10กรณีที่เราสามารถยกมาฟ้องหย่าสามีเราได้ดังนี้

1.สามีดูแลอุปการะหญิงอื่น(เมียน้อย)หรือมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นเป็นประจำ

2.สามีนำความเดือดร้อน ความอับอาย ทำให้คุณผู้หญิงถูกเกลียดชัง หรือ ทำให้คุณผู้หญิงเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

3.สามีทำร้ายหรือทรมานคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ หรือแม้กระทั่งหมิ่นประมาทเหยียดหยามบุพการีของคุณผู้หญิงก็ตาม

4.สามีทอดทิ้งคุณผู้หญิงไปเกิน1ปี โดยไม่มาดูแล ไม่ว่าจะเป็นการที่สามีได้รับโทษจำคุก หรือ คุณผู้หญิงสมัครใจที่จะแยกกันอยู่ก็ตามแต่ต้องเกิน3ปีขึ้นไป

5.สามีเป็นคนที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาปสูญ

6.สามีไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูคุณผู้หญิงตามสมควร

7.สามีเป็นคนวิกลจริตมาเป็นเวลา3ปี

8.สามีผิดทัณฑ์บนเรื่องความประพฤติที่ทำไว้กับคุณผู้หญิง

9.สามีเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

10.สามีไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตลอดกาล

หมายเหตุ...กรณีที่คุณผู้หญิงจะฟ้องหย่าสามีตามข้อ1และข้อ2นั้น คุณผู้หญิงจะต้องไม่ได้ยินยอมให้สามีมีการกระทำดังกล่าว ถ้าหากว่าคุณผู้หญิงยินยอมให้สามีประพฤติตนตามข้อ1และข้อ2แล้ว คุณผู้หญิงจะยกเหตุผลดั่งกล่าวมาฟ้องหย่าสามีของคุณผู้หญิงไม่ได้ และในกรณีที่คุณผู้หญิงจะฟ้องหย่าสามีตามข้อ10 คุณผู้หญิงก็ต้องไม่เป็นผู้ที่ทำให้สามีของคุณผู้หญิงไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งถ้าหากว่าคุณผู้หญิงกระทำการดังกล่าวคุณผู้หญิงจะยกเหตุผลดั่งกล่าวมาฟ้องหย่าสามีของคุณผู้หญิงไม่ได้เช่นกัน

ข้อเสนอแนะ...ถ้าหากคุณผู้หญิงจะฟ้องหย่าสามีก็ให้คุณผู้หญิงคิดให้ดีเสียก่อนอย่าเอาอารมณ์ชั่วขณะมาตัดสินใจที่จะทำอะไรลงไป ควรนึกถึงลูกให้มาก ถ้าหากวันนี้คุณผู้หญิงหย้ากับสามีลงไปแน่นอนลูกของคุณผู้หญิงอาจจะเป็นเด็กมีปัญหาได้ในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

เมื่อมันกำลังเผาเมืองไทย คนไทยก็ต้องช่วยกันดับไฟ

ใคร ๆ ที่ได้อ่านข่าว(พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทม์ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านไปแล้ว คงมีความรู้สึกไม่ต่างกับผม คือรู้สึกว่า ถ้า(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่มีความรู้เลยในเรื่องระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(พ.ต.ท.)ทักษิณก็คงจะไร้เดียงสา หรือโง่ หรือบ้า หรือมีเจตนาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ก่อนที่จะอ่านเรื่องนี้ต่อไป ผมขอชี้แจงว่า ที่ผมใส่วงเล็บไว้หน้าและหลังคำว่า “พ.ต.ท.” หน้าชื่อ “ทักษิณ” ในการเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผมรู้สึกกระดากมือและกระดากใจที่จะใส่ยศเข้าไปเต็ม ๆ ที่หน้าชื่อ “ทักษิณ” เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณได้ทำความเสียหายและอับอายขายหน้าอย่างเหลือเกินให้แก่ราชการตำรวจ ด้วยการหนีโทษตามคำพิพากษาของศาล แล้วยังเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ จนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาอีกด้วย จึงไม่สมควรที่จะมีหรือใช้ยศตำรวจ และควรจะถูกถอดยศได้แล้ว แต่เมื่อยังมียศอยู่ ผมก็จะใช้ยศนั้นไว้ในวงเล็บไปพลางก่อน เมื่อใดถูกถอดยศแล้ว เมื่อนั้นผมจึงจะเรียกว่านายทักษิณ
เรื่องเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณนั้น เดี๋ยวนี้ผมไม่อยากเขียน เพราะ(พ.ต.ท.)ทักษิณพูดเพ้อเจ้อและโกหกมดเท็จทุกครั้ง การเขียนและพิมพ์เรื่องการให้สัมภาษณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณจึงไร้ประโยชน์ และกลายเป็นช่วยเผยแพร่การโกหกมดเท็จนั้นอยู่ และเมื่อการโกหกมดเท็จของ(พ.ต.ท.)ทักษิณอาจกระทบกระเทือนและเสียหายร้ายแรงต่อบ้านเมือง ผมก็ถือเป็นหน้าที่ของผม ที่จะต้องตอบโต้หรือคัดค้าน
ข่าวการให้สัมภาษณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณคราวนี้ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2552 (พ.ต.ท.)ทักษิณให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น สองคน คือนายรอบิน วิกเกิลสเวอร์ธ( Robin Wigglesworth) ในนครดูไบ และนางสาว(หรือนาง) เซรีนา ทาร์ลิงก์( Serena Tarling)ในนครลอนดอน
(พ.ต.ท.)ทักษิณบอกว่า ก่อนที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนกันยายน 2549 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี(ในขณะนั้น) และองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และผู้ที่เข้าเฝ้าฯได้กราบบังคมทูลว่า จะกำจัด(พ.ต.ท.)ทักษิณ ถวายเพราะ(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่จงรักภักดีต่อฝ่าละอองธุลีพระบาท( they will do a favour for him by getting me because I am not loyal to the king) (พ.ต.ท.)ทักษิณบอกด้วยว่า หลังจากนั้น เมื่อตนพยายามจะปราบปรามการประท้วงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลก็ไม่มีผู้ใดร่วมมือ เพราะมีบางคนส่งเสริมอยู่เบื้องหลัง( there is someone boosting behind them)
(พ.ต.ท.)ทักษิณอ้างว่า ตนทราบเรื่องนี้จาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ก่อนอื่นควรทราบว่า การเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทมิใช่เป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นเรื่องสำคัญหรือเร่งด่วนที่สุด และแม้ผู้ขอเฝ้าฯ จะเป็นประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีก็ตาม การขอเข้าเฝ้าฯ มีขั้นตอนของการปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม และต้องผ่านเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสำนักราชเลขาธิการ และเมื่อเสด็จลงให้เฝ้าฯ ก็มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเฝ้าฯ ปฏิบัติหน้าที่ถวายอยู่ในที่ประทับด้วยเสมอ
ผู้อ่านที่มีสติสัมปชัญญะและมีเหตุผลย่อมรู้และเข้าใจทันทีเมื่ออ่านข่าวนี้ว่า หากมีการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูลดังที่(พ.ต.ท.)ทักษิณอ้างว่าทราบจาก พล.อ.พัลลภ พล.อ.พัลลภก็ต้องรู้เรื่องการเฝ้าฯนั้นจากคนอื่น และ “คนอื่น”นั้นจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง (ที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณอ้างว่าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย) หรือเจ้าหน้าที่ที่โดยหน้าที่จะต้องเฝ้าฯอยู่ในที่ประทับ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งในที่นั้นก็คือ สมุหราชองครักษ์
คงรู้และจำกันได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางพระองค์อยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ไม่เคยปรากฏว่าเคยทรงล่วงพระราชอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัดเป่า ต่อเมื่อเป็นที่เห็นชัดว่า วิกฤตการณ์ลุกลามร้ายแรง เช่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงจะทรงพระกรุณาระงับวิกฤตการณ์ แต่ก็ด้วยการพระราชทานคำแนะนำแก่รัฐบาลเท่านั้น
องคมนตรีทุกคนทราบดีว่า รัฐบาลชุดที่(พ.ต.ท.)ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและชุดอื่น ๆ ทุกชุดเป็นรัฐบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นไปได้หรือที่ พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีคนไหนก็ตาม จะเข้าไปเฝ้าฯกราบบังคมทูลว่า ตนเองจะละเมิดกฎหมายละเมิดรัฐธรรมนูญถวาย ด้วยการกำจัด(พ.ต.ท.)ทักษิณ นายกรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ?
การให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องรัฐประหารก่อนเช่นนั้น เป็นการปรักปรำหรือกล่าวหาฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยตรงและอย่างเปิดเผยว่า ทรงอนุญาตหรือทรงอนุโลมให้เกิดรัฐประหาร แสดงว่า(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ และจงใจหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ผมยังไม่เห็นหรือได้ยินประกาศหรือแถลงการณ์ของส่วนราชการใด ปฏิเสธการปรักปรำกล่าวหาของ(พ.ต.ท.)ทักษิณ แต่ผมเห็นว่าคนไทยที่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่จำเป็นต้องคอยทางราชการต่อไปอีกแล้ว แต่ควรตระหนักกันเสียทีว่า พฤติการณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมุ่งทำลายพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน
ตลอดเวลา 62 ปีที่ทรงครองราชย์มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้ประจักษ์ด้วยพระราชกรณียกิจทั้งน้อยและใหญ่นานัปการ ว่าทรงอุทิศพระวรกายให้แก่ประชาชนและบ้านเมือง โดยปราศจากเงี่อนไข ทรงตรากตรำพระวรกาย จนพระพลานามัยไม่สมบูรณ์และทรงพระประชวร แม้กระนั้นก็ยังไม่ทรงหยุดยังทรงตั้งพระทัยทำงานเพื่อคนไทยและเมืองไทยต่อไป
เรารู้ด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงติดยึดกับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ทรงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และทรงถือเอาความสำเร็จของพระราชภารกิจเป็นสำคัญ ทั้งยังทรงยึดมั่นในขันติธรรม การให้ร้ายและแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณ หรือของใครก็ตาม ไม่เคยทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว หรือกริ้ว หรือน้อยพระราชหฤทัย
เพราะฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยที่ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณ เคารพสักการะพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องพิจารณาตัดสินใจว่า จะควรทำอย่างไรกับผู้ที่ไม่แต่จะจาบจ้วงลบหลู่ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะของเราเท่านั้น แต่ยังพยายามที่จะล้มระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย.
http://www.chaoprayanews.com/2009/04/28/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A3-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8/