วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรมแบบธรรมดา

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าแบบของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 5 แบบเลยที่เดียว ซึ่งประกอบด้วย

1.พินัยกรรมแบบธรรมดา (ไม่ได้เขียนเอง) (ม.๑๖๕๖)

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ม.๑๖๕๗)

3.พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (ม.๑๖๕๘)

4.พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (ม.๑๖๖๐)

5.พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา (ม.๑๖๖๓)

แต่วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องพินัยกรรมแบบธรรมดากันนะครับ ซึ่งท่านผู้อ่านอยากทราบแล้วซิว่าพินัยกรรมแบบธรรมดานั้นเป็นอย่างไร

การทำพินัยกรรมแบบธรรมดานั้นต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปีในขณะที่ทำขึ้น ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน หรือมิฉะนั้นก็พิมพ์ลายนิ้วมือโดยมีพยานอย่างน้อยสองคนลงชื่อรับรอง พยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม จะพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ (ม.๑๖๖๖) และในการที่มีการขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลง (เช่น การขีดฆ่าข้อความ) พินัยกรรมย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรม (ม.๑๖๕๖ ว.ท้าย) คือต้องลงวันที่แก้ไข ลงชื่อต่อหน้าพยาน และพยานต้องลงลายมือชื่อ การแก้ไขตามมาตรา ๑๖๕๖ ว. ท้าย เป็นคนละเรื่องกับการทำลายหรือขีดฆ่าข้อความเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกโดยตั้งใจยกเลิกเพิกถอน (ม.๑๖๙๕) เนื่องจากการเพิกถอนไม่มีแบบ


ตัวอย่างเช่น...




นายพิชัย ได้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมระบุ “ยกบ้านและที่ดินให้นายพิสิทธิ์ ต่อมานายพิชัยขีดฆ่าข้อความดังกล่าวออกทั้งหมด ดังนี้เป็นกรณีตามมาตรา ๑๖๙๕ เพราะเป็นการเพิกถอนสิทธิของนายพิสิทธิ์ แต่ถ้าขีดฆ่าจำนวนเงินออก แล้วแก้ไขใหม่เป็นยกที่ดินให้นายพิสิทธิ์ ดังนี้ เป็นการแก้ไขพินัยกรรมตามมาตรา ๑๖๕๖ ว. ท้าย ต้องทำตามแบบ มิฉะนั้นนายพิสิทธิ์ยังได้รับบ้านและที่ดิน แต่ถ้านายพิชัย ขีดฆ่าข้อความดังกล่าวออกทั้งหมด แล้วสามวันต่อมาจึงมาเติมข้อความว่า “ยกบ้านและที่ดินให้นางสาวพิกุล” เหตุนี้ถือว่านายพิสิทธิ์ และนางสาวพิกุล ไม่มีสิทธิรับพินัยกรรม เพราะการเพิกถอนสิทธิขาดตอนกับการแก้ไขตอนหลังที่ทำผิดแบบ

ข้อสำคัญของพินัยกรรมแบบธรรมดา

1.หากผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมขึ้นหลายฉบับพินัยกรรมฉบับหลังจะยกเลิกฉบับแรก ซึ่งสังเกตได้จากวันที่ที่ลงในพินัยกรรม

2.พยานในพินัยกรรมต้องไม่ใช้บุคคลต่อไปนี้
- บุคคลยังไม่บรรลุนิติภาวะ
- บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
- บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้หรือตาบอดทั้งสองข้าง

3.ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รับพินัยกรรม
- ผู้เขียนพินัยกรรม
- คู่สมรสของผู้เขียนพินัยกรรม
- พยานในพินัยกรรม
- คู่สมรสของพยานในพินัยกรรม

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

สวัสดีครับ...ท่านผู้อ่านทุกท่าน

การให้สินบนเจ้าพนักงานนี้นะถ้าเราให้สินบนแก่เจ้าพนักงานโดยสมัครใจนั้นเราอาจกระทำผิดตามมาตรา144 ในประมวลกฎหมายอาญาได้เช่นกัน ในมาตรา144นี้การให้สินบนแก่เจ้าพนักงานมีองค์ประกอบความผิดดังนี้

1.ผู้ใด

2.ให้ทรัพย์สิน

3.แก่เจ้าพนักงาน

4.กระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย

5.โดยเจตนา

ตัวอย่างการกระทำผิดตามมาตรานี้

ก.นางต้นอ้อเจ้าของบริษัทถุงพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตวันหนึ่งนางต้นอ้อได้ขับรถไปห้างโลตัส ปรากฎว่านางต้นอ้อไม่ได้พกใบอนุญาติขับขี่ไปด้วย และนางต้นอ้อขับรถมาถึง3แยกสามกองตำรวจตรวจใบอนุญาติขับขี่แม่อนางต้นอ้อเปิดกระเป๋าปรากฎว่าไม่ได้พกใบอนุญาติขับขี่ไปด้วย ตำรวจกำลังจะเขียนใบสั่งให้นางต้นอ้อ นางต้นอ้อก็ยื่นเงินให้ตำรวจ1000บาทและบอกตำรวจอีกว่าจบกันนะ แต่ปรากฎว่าต่ำรวจไม่รับ
...สรุป...จากเหตุการณ์นี้นางต้นอ้อผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา144ในประมวลกฎหมายอาญา เพราะนางต้นอ้อกระทำผิดตามองค์ประกอบในมาตรา144

ข.นายมังคุด มีความแค้นนายลำไยพ่อค้ายาบ้าที่ได้มาเป็นชู้กับนางมะพร้าวภรรยาของตน นายมังคุดได้เอารูปภาพที่นายลำไยไปส่งยาบ้าให้ลูกค้าไปให้ตำรวจเพื่อออกหมายจับนายลำไยต่อไป แต่ตำรวจกลับโกหกนายมังคุดว่าการออกหมายจับนายลำไยนั้นต้องผ่านกระบวนการหลายกระบวนการอาจล้าช้าเป็นเดือนๆเลยที่เดี่ยว นายมังคุดก็ชักเงินให้ตำรวจผู้นั้น5000บาทและบอกว่าดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
...สรุป...จากเหตุการณ์นี้นายมังคุดไม่ผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา144ในประมวลกฎหมายอาญา เพราะนายมังคุดไม่ได้กระทำผิดตามองค์ประกอบในมาตรา144 เนื่องจากการกระทำของนายมังคุดเป็นการกระทำที่ให้ตำรวจกระทำอันชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจผิดในมาตรา149ในประมวลกฎหมายอาญาฐานรับสินบน

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

ฟ้องหย่าสามีจอมปัญหาที่ควรศึกษา

การที่คุณผู้หญิงทั้งหลายจะการฟ้องหย่าสามีนั้นคุณผู้หญิงต้องทราบก่อนว่าสามีของคุณนี้ตรงตามเหตุของการฟ้องหย่าในมาตรา1516ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างไร ซึ่งเหตุของการฟ้องหย่าตามมาตรา1516นั้นได้กำหนดไว้10กรณีด้วยกันและมันคงจะเข้าใจยากถ้าพูดตามที่หลักของกฎหมายบัญญัติไว้ ฉนั้นข้าพเจ้าได้นำเอาเหตุของการฟ้องหย่าตามมาตรา1516มาเขียนในภาษาที่คุณผู้หญิงสามารถเข้าใจง่าย ซึ่งเหตุของการฟ้องหย้านี้มี10กรณีที่เราสามารถยกมาฟ้องหย่าสามีเราได้ดังนี้

1.สามีดูแลอุปการะหญิงอื่น(เมียน้อย)หรือมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นเป็นประจำ

2.สามีนำความเดือดร้อน ความอับอาย ทำให้คุณผู้หญิงถูกเกลียดชัง หรือ ทำให้คุณผู้หญิงเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

3.สามีทำร้ายหรือทรมานคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ หรือแม้กระทั่งหมิ่นประมาทเหยียดหยามบุพการีของคุณผู้หญิงก็ตาม

4.สามีทอดทิ้งคุณผู้หญิงไปเกิน1ปี โดยไม่มาดูแล ไม่ว่าจะเป็นการที่สามีได้รับโทษจำคุก หรือ คุณผู้หญิงสมัครใจที่จะแยกกันอยู่ก็ตามแต่ต้องเกิน3ปีขึ้นไป

5.สามีเป็นคนที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาปสูญ

6.สามีไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูคุณผู้หญิงตามสมควร

7.สามีเป็นคนวิกลจริตมาเป็นเวลา3ปี

8.สามีผิดทัณฑ์บนเรื่องความประพฤติที่ทำไว้กับคุณผู้หญิง

9.สามีเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

10.สามีไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตลอดกาล

หมายเหตุ...กรณีที่คุณผู้หญิงจะฟ้องหย่าสามีตามข้อ1และข้อ2นั้น คุณผู้หญิงจะต้องไม่ได้ยินยอมให้สามีมีการกระทำดังกล่าว ถ้าหากว่าคุณผู้หญิงยินยอมให้สามีประพฤติตนตามข้อ1และข้อ2แล้ว คุณผู้หญิงจะยกเหตุผลดั่งกล่าวมาฟ้องหย่าสามีของคุณผู้หญิงไม่ได้ และในกรณีที่คุณผู้หญิงจะฟ้องหย่าสามีตามข้อ10 คุณผู้หญิงก็ต้องไม่เป็นผู้ที่ทำให้สามีของคุณผู้หญิงไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งถ้าหากว่าคุณผู้หญิงกระทำการดังกล่าวคุณผู้หญิงจะยกเหตุผลดั่งกล่าวมาฟ้องหย่าสามีของคุณผู้หญิงไม่ได้เช่นกัน

ข้อเสนอแนะ...ถ้าหากคุณผู้หญิงจะฟ้องหย่าสามีก็ให้คุณผู้หญิงคิดให้ดีเสียก่อนอย่าเอาอารมณ์ชั่วขณะมาตัดสินใจที่จะทำอะไรลงไป ควรนึกถึงลูกให้มาก ถ้าหากวันนี้คุณผู้หญิงหย้ากับสามีลงไปแน่นอนลูกของคุณผู้หญิงอาจจะเป็นเด็กมีปัญหาได้ในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

เมื่อมันกำลังเผาเมืองไทย คนไทยก็ต้องช่วยกันดับไฟ

ใคร ๆ ที่ได้อ่านข่าว(พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทม์ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านไปแล้ว คงมีความรู้สึกไม่ต่างกับผม คือรู้สึกว่า ถ้า(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่มีความรู้เลยในเรื่องระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(พ.ต.ท.)ทักษิณก็คงจะไร้เดียงสา หรือโง่ หรือบ้า หรือมีเจตนาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ก่อนที่จะอ่านเรื่องนี้ต่อไป ผมขอชี้แจงว่า ที่ผมใส่วงเล็บไว้หน้าและหลังคำว่า “พ.ต.ท.” หน้าชื่อ “ทักษิณ” ในการเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผมรู้สึกกระดากมือและกระดากใจที่จะใส่ยศเข้าไปเต็ม ๆ ที่หน้าชื่อ “ทักษิณ” เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณได้ทำความเสียหายและอับอายขายหน้าอย่างเหลือเกินให้แก่ราชการตำรวจ ด้วยการหนีโทษตามคำพิพากษาของศาล แล้วยังเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ จนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาอีกด้วย จึงไม่สมควรที่จะมีหรือใช้ยศตำรวจ และควรจะถูกถอดยศได้แล้ว แต่เมื่อยังมียศอยู่ ผมก็จะใช้ยศนั้นไว้ในวงเล็บไปพลางก่อน เมื่อใดถูกถอดยศแล้ว เมื่อนั้นผมจึงจะเรียกว่านายทักษิณ
เรื่องเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณนั้น เดี๋ยวนี้ผมไม่อยากเขียน เพราะ(พ.ต.ท.)ทักษิณพูดเพ้อเจ้อและโกหกมดเท็จทุกครั้ง การเขียนและพิมพ์เรื่องการให้สัมภาษณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณจึงไร้ประโยชน์ และกลายเป็นช่วยเผยแพร่การโกหกมดเท็จนั้นอยู่ และเมื่อการโกหกมดเท็จของ(พ.ต.ท.)ทักษิณอาจกระทบกระเทือนและเสียหายร้ายแรงต่อบ้านเมือง ผมก็ถือเป็นหน้าที่ของผม ที่จะต้องตอบโต้หรือคัดค้าน
ข่าวการให้สัมภาษณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณคราวนี้ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2552 (พ.ต.ท.)ทักษิณให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น สองคน คือนายรอบิน วิกเกิลสเวอร์ธ( Robin Wigglesworth) ในนครดูไบ และนางสาว(หรือนาง) เซรีนา ทาร์ลิงก์( Serena Tarling)ในนครลอนดอน
(พ.ต.ท.)ทักษิณบอกว่า ก่อนที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนกันยายน 2549 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี(ในขณะนั้น) และองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และผู้ที่เข้าเฝ้าฯได้กราบบังคมทูลว่า จะกำจัด(พ.ต.ท.)ทักษิณ ถวายเพราะ(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่จงรักภักดีต่อฝ่าละอองธุลีพระบาท( they will do a favour for him by getting me because I am not loyal to the king) (พ.ต.ท.)ทักษิณบอกด้วยว่า หลังจากนั้น เมื่อตนพยายามจะปราบปรามการประท้วงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลก็ไม่มีผู้ใดร่วมมือ เพราะมีบางคนส่งเสริมอยู่เบื้องหลัง( there is someone boosting behind them)
(พ.ต.ท.)ทักษิณอ้างว่า ตนทราบเรื่องนี้จาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ก่อนอื่นควรทราบว่า การเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทมิใช่เป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นเรื่องสำคัญหรือเร่งด่วนที่สุด และแม้ผู้ขอเฝ้าฯ จะเป็นประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีก็ตาม การขอเข้าเฝ้าฯ มีขั้นตอนของการปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม และต้องผ่านเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสำนักราชเลขาธิการ และเมื่อเสด็จลงให้เฝ้าฯ ก็มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเฝ้าฯ ปฏิบัติหน้าที่ถวายอยู่ในที่ประทับด้วยเสมอ
ผู้อ่านที่มีสติสัมปชัญญะและมีเหตุผลย่อมรู้และเข้าใจทันทีเมื่ออ่านข่าวนี้ว่า หากมีการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูลดังที่(พ.ต.ท.)ทักษิณอ้างว่าทราบจาก พล.อ.พัลลภ พล.อ.พัลลภก็ต้องรู้เรื่องการเฝ้าฯนั้นจากคนอื่น และ “คนอื่น”นั้นจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีอีกผู้หนึ่ง (ที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณอ้างว่าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย) หรือเจ้าหน้าที่ที่โดยหน้าที่จะต้องเฝ้าฯอยู่ในที่ประทับ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งในที่นั้นก็คือ สมุหราชองครักษ์
คงรู้และจำกันได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางพระองค์อยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ไม่เคยปรากฏว่าเคยทรงล่วงพระราชอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัดเป่า ต่อเมื่อเป็นที่เห็นชัดว่า วิกฤตการณ์ลุกลามร้ายแรง เช่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงจะทรงพระกรุณาระงับวิกฤตการณ์ แต่ก็ด้วยการพระราชทานคำแนะนำแก่รัฐบาลเท่านั้น
องคมนตรีทุกคนทราบดีว่า รัฐบาลชุดที่(พ.ต.ท.)ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและชุดอื่น ๆ ทุกชุดเป็นรัฐบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นไปได้หรือที่ พล.อ.เปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือองคมนตรีคนไหนก็ตาม จะเข้าไปเฝ้าฯกราบบังคมทูลว่า ตนเองจะละเมิดกฎหมายละเมิดรัฐธรรมนูญถวาย ด้วยการกำจัด(พ.ต.ท.)ทักษิณ นายกรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ?
การให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องรัฐประหารก่อนเช่นนั้น เป็นการปรักปรำหรือกล่าวหาฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยตรงและอย่างเปิดเผยว่า ทรงอนุญาตหรือทรงอนุโลมให้เกิดรัฐประหาร แสดงว่า(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ และจงใจหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ผมยังไม่เห็นหรือได้ยินประกาศหรือแถลงการณ์ของส่วนราชการใด ปฏิเสธการปรักปรำกล่าวหาของ(พ.ต.ท.)ทักษิณ แต่ผมเห็นว่าคนไทยที่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่จำเป็นต้องคอยทางราชการต่อไปอีกแล้ว แต่ควรตระหนักกันเสียทีว่า พฤติการณ์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมุ่งทำลายพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน
ตลอดเวลา 62 ปีที่ทรงครองราชย์มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้ประจักษ์ด้วยพระราชกรณียกิจทั้งน้อยและใหญ่นานัปการ ว่าทรงอุทิศพระวรกายให้แก่ประชาชนและบ้านเมือง โดยปราศจากเงี่อนไข ทรงตรากตรำพระวรกาย จนพระพลานามัยไม่สมบูรณ์และทรงพระประชวร แม้กระนั้นก็ยังไม่ทรงหยุดยังทรงตั้งพระทัยทำงานเพื่อคนไทยและเมืองไทยต่อไป
เรารู้ด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงติดยึดกับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ทรงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และทรงถือเอาความสำเร็จของพระราชภารกิจเป็นสำคัญ ทั้งยังทรงยึดมั่นในขันติธรรม การให้ร้ายและแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณ หรือของใครก็ตาม ไม่เคยทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว หรือกริ้ว หรือน้อยพระราชหฤทัย
เพราะฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยที่ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณ เคารพสักการะพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องพิจารณาตัดสินใจว่า จะควรทำอย่างไรกับผู้ที่ไม่แต่จะจาบจ้วงลบหลู่ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะของเราเท่านั้น แต่ยังพยายามที่จะล้มระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย.
http://www.chaoprayanews.com/2009/04/28/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A3-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8/

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นายนฤชัย โลกวัฒนเสถียร เลขที่15 ห้อง รปศ501

หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นิติกรรมและสัญญา
1. นิติกรรม คืออะไร
คือการใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ (ป.พ.พ.ม. 149)
กล่าวโดยย่อ นิติกรรม คือ การกระทำของบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายและมุ่งต่อผลในกฎหมายที่จะเกิดขึ้นอันได้แก่ การเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ มีการก่อสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ สงวนสิทธิและระงับซึ่งสิทธิ เช่น สัญญาซื้อขาย, สัญญากู้เงิน, สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาให้และพินัยกรรมเป็นต้น
การแบ่งแยกประเภทของนิติกรรม
1.1 นิติกรรมฝ่ายเดียว ได้แก่ นิติกรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวและมีผลตามกฎหมาย ซึ่งบางกรณีก็ทำให้ผู้ทำนิติกรรมเสียสิทธิได้ เช่น การก่อตั้งมูลนิธิ คำมั่นโฆษณาจะให้รางวัล การรับสภาพหนี้ การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ คำมั่นจะซื้อหรือจะขาย การทำพินัยกรรม การบอกกล่าวบังคับจำนอง เป็นต้น
1.2 นิติกรรมสองฝ่าย (นิติกรรมหลายฝ่าย) ได้แก่ นิติกรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปและทุกฝ่ายต้องตกลงยินยอมระหว่างกันกล่าวคือฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาทำเป็นคำเสนอ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเป็นเจตนาเป็นคำสนอง เมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกันจึงเกิดมีนิติกรรมสองฝ่ายขึ้นหรือเรียกกันว่า สัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืม สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาขายฝาก จำนอง จำนำ เป็นต้น
2. ความสามารถของบุคคลในการทำนิติกรรมสัญญา
โดยหลักทั่วไป บุคคลย่อมมีความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญา แต่มีข้อยกเว้นคือ บุคคลบางประเภทกฎหมายถือว่าหย่อนความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญา เช่น ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลล้มละลาย สำหรับผู้เยาว์จะทำนิติกรรมได้ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (ป.พ.พ.ม.21) เว้นแต่นิติกรรมที่ได้มาซึ่งสิทธิโดยสิ้นเชิงหรือเพื่อให้หลุดพ้นหน้าที่ หรือการที่ต้องทำเองเฉพาะตัวหรือกิจกรรมที่สมแก่ฐานานุรูป และจำเป็นในการเลี้ยงชีพเหล่านี้ผู้เยาว์ทำด้วยตนเองได้ (ป.พ.พ.ม.22,23,24) ส่วนคนไร้ความสามารถต้องอยู่ในความอนุบาลกิจการใดๆ ของคนไร้ความสามารถผู้อนุบาล ซึ่งแต่งตั้งโดยศาลต้องเป็นผู้ทำเองทั้งสิ้น (ป.พ.พ.ม. 28 วรรคสอง) สำหรับคนเสมือนไร้ความสามารถทำกิจการเองได้ทุกอย่าง เว้นแต่กิจกรรมบางอย่างตาม ป.พ.พ.ม. 34 จะทำได้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์เช่น สัญญา ซื้อขายที่ดิน เป็นต้น
บุคคลล้มละลายจะทำนิติกรรมใดไม่ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำสั่งศาลเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน
2.1 ผู้มีสิทธิในการทำนิติกรรมสัญญา ปกติแล้ว บุคคลทุกคนต่างมีสิทธิในการทำนิติกรรมสัญญา แต่ยังมีบุคคลบางประเภทเป็นผู้หย่อนความสามารถ กฎหมายจึงต้องเข้าดูแลคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ไม่ให้ได้รับความเสียหายในการกำหนดเงื่อนไขในการเข้าทำนิติกรรมของผู้นั้น
2.2 ผู้หย่อนความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญา
(1) ผู้เยาว์ คือบุคคลที่ยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ การทำนิติกรรมสัญญาใดๆของผู้เยาว์ กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม คือบิดามารดาหรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณีเสียก่อน การทำนิติกรรมสัญญาใดที่ปราศจากความยินยอมกฎหมายเรียกว่าเป็นโมฆียะซึ่งอาจถูกบอกล้างภายหลังได้ต่อเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้วจึงพ้นจากภาวะเป็นผู้เยาว์และเป็นผู้บรรลุนิติภาวะเป็นผู้เยาว์และเป็นผู้บรรลุนิติภาวะจึงมีความสามารถใช้สิทธิในการทำนิติกรรมสัญญาได้เอง
แม้จะอายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ แต่ได้บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสแล้วก็ย่อมทำนิติกรรมสัญญาได้ดังเช่นผู้บรรลุนิติภาวะทุกประการ (การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว(มาตรา 1448))
(2) คนวิกลจริต คือบุคคลที่มีสมองพิการหรือว่าจิตใจไม่ปกติ โดยมีอาการหนักถึงขนาดเสียสติทุกสิ่งทุกอย่าง พูดกันไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
(3) คนไร้ความสามารถ คือ คนวิกลจริตที่ศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถการที่ศาลจะมีคำสั่งให้คนวิกลจริตคนใดเป็นคนไร้ความสามารถนั้น จะต้องมีผู้เสนอเรื่องต่อศาลโดยกฎหมายได้ระบุให้บุคคลดังต่อไปนี้เสนอเรื่อง โดยร้องขอต่อศาลได้ คือสามีหรือภริยาของคนวิกลจริต ผู้สืบสันดานของคนวิกลจริต (ลูก,หลาน,เหลน,ลื้อ) ผู้บุพการีของคนวิกลจริต (บิดา,มารดา,ปู่,ย่า,ตา,ยาย,ทวด) หรือผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลคนวิกลจริตหรือพนักงานอัยการ (ป.พ.พ. มาตรา 28) เมื่อศาลไต่สวนได้ความว่าวิกลจริตจริงก็จะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลให้
(4) คนเสมือนไร้ความสามารถ คือบุคคลผู้ใดไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ หรือจัดการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเอง หรือครอบครัว เพราะ
1. กายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
2. ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ
3. ติดสุรายาเมา
4. มีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น
เมื่อบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดดังต่อไปนี้ คือ สามีหรือภริยา ผู้บุพการี หรือผู้สืบสันดาน หรือผู้พิทักษ์หรือผู้ปกครองหรือผู้ซึ่งปกครองดูแลคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล ศาลจะสั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและสั่งให้ผู้นั้นอยู่ในความพิทักษ์ก็ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 32)
(5) ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ก็ตกเป็นผู้หย่อนความสามารถ กล่าวคือลูกหนี้จะกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตนไม่ได้ เว้นแต่จะกระทำได้ตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล, เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์, ผู้จัดการทรัพย์, หรือที่ประชุมเจ้าหนี้
และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ และการกระทำการอื่นๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น การฟ้องร้อง การต่อสู้คดี การประนีประนอม เป็นต้น
(6) สามีและภริยาเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกันจึงต้องให้ความยินยอมซึ่งกันและกัน ในการทำสัญญาผูกพันสินสมรส กฎหมายได้วางหลักในเรื่องนี้ไว้ดังนี้
1. มาตรา 1476 สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(4) ให้กู้ยืมเงิน
(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคมหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(6) ประนีประนอมยอมความ
(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้วรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง
2. สามีและภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 ทั้งหมด หรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1465 และมาตรา 1466 ในกรณีดังกล่าวนี้การจัดการสินสมรสให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรส
ในกรณีที่สัญญาก่อนสมรสระบุการจัดการสินสมรสไว้แต่เพียงบางส่วนของมาตรา 1476 การจัดการสินสมรสนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรสให้เป็นไปตามมาตรา 1476 (ป.พ.พ. มาตรา 1476/1)
3. การใดที่สามีหรือภริยากระทำ ซึ่งต้องได้รับความยินยอมร่วมกันและถ้าการนั้นมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือ หรือให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ (ป.พ.พ. มาตรา 1476)
4. การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้รับนิติกรรมนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 1480)
3. นิติกรรมสัญญาต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
การทำนิติกรรมสัญญาใดๆ นอกจาไม่หย่อนความสามารถดังกล่าวในข้อ 2 แล้วจะต้องไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 150) ถ้าฝ่าฝืนหลักดังกล่าวนิติกรรมสัญญานั้นก็เป็นโมฆะ กล่าวคือใช้ไม่ได้ไร้ผลบังคับโดยสิ้นเชิง
ที่ว่าเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจะต้องเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมสัญญานั้นจึงจะเป็นโมฆะ
แต่ถ้านิติกรรมสัญญาเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายที่มิใช่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้วก็ไม่ทำให้นิติกรรมสัญญานั้นเป็นโมฆะ ข้อตกลงนั้นใช้บังคับได้ เช่น ป.พ.พ.ม 733 บัญญัติไว้ว่า “ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุด และราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น” หากคู่สัญญา ตกลงกันว่า ถ้าเอาทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ลูกหนี้ยังต้องรับผิดในหนี้ที่เหลืออยู่ ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้เพราะศาลฎีกาถือว่า ป.พ.พ.ม 733 มิใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ตัวอย่างที่ 1 ทำสัญญาขยายอายุความฟ้องร้องออกไปเกินกว่าที่กฎหมายกำนหดไว้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะเพราะขัดต่อ ป.พ.พ.มาตรา 193/11
ตัวอย่างที่ 2 ทำสัญญาจ้างให้คนเหาะหรือให้กระโดดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ เพราะเป็นการพ้นวิสัย
ตัวอย่างที่ 3 ทำสัญญาจ้างให้มือปืนไปยิงคน ข้อตกลงเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อย
ตัวอย่างที่ 4 ทำสัญญาจ้างให้ไปทำชู้กับภรรยาของผู้อื่นๆ ข้อตกลงเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
4. นิติกรรมสัญญาต้องทำตามแบบ
ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติบังคับให้นิติกรรมสัญญาบางประเภทต้องทำตามแบบ ถ้าฝ่าฝืนไม่ทำตามแบบ การนั้นเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 152)
อุทาหรณ์ 1 สัญญาจำนองซึ่งมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นเป็นโมฆะ (ป.พ.พ.ม.714)
อุทาหรณ์ 2 ซื้อขายที่ดินโดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การซื้อขายนั้นเป็นโมฆะ (ป.พ.พ.ม 456)
4.1 นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มีดังนี้
(1) การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดิน บ้าน ซึ่งหมายถึงการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพและสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ 6 อย่าง (ป.พ.พ.ม. 456)
ถ้าทำสัญญาจะซื้อขายทรัพย์ดังกล่าวใน ป.พ.พ.ม. 456 จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิด หรือวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วนซึ่งจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
(2) การแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษดังกล่าวในข้อ 1
(3) การให้ทรัพย์สินดังกล่าวในข้อ 1
(4) การขายฝากอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษดังกล่าวในข้อ 1
(5) การเช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกำหนดเกินกว่าสามปี หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปี (ป.พ.พ. 538)
(6) สัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (ป.พ.พ.714) นิติกรรมสัญญาดังกล่าวใน (1) (2) (3) (4) และ (6) ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นโมฆะ
4.2 นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือมีดังนี้
(1) การเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าที่ดิน หรือบ้าน ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ป.พ.พ.ม. 538) หลักฐานที่เป็นหนังสือ เช่น จดหมายที่ผู้ให้เช่ามีไปถึงผู้เช่าตอบตกลงให้เช่าที่ดินหรือบ้านได้เป็นต้น
(2) สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ถ้าไม่ทำก็เป็นโมฆะ (ป.พ.พ.ม.572)
(3) การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม จึงจะเป็นฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ และการนำสืบการใช้เงินในกรณีการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือจะนำสืบได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารการกู้ยืมได้ถูกเวนคืนหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารการกู้ยืมแล้ว (ป.พ.พ.ม.653)
อนึ่ง การกู้ยืมเงินนั้นผู้กู้พึงระวังมิให้เจ้าหนี้โกงโดยเติมตัวเลขลงในช่องจำนวนเงินที่กู้ ทั้งนี้โดยจะต้องขีดหน้าและหลังด้วยตัวเลขและวงเล็บจำนวนเงินด้วยตัวอักษณไว้ให้ชัดเจน
(4) สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ (ป.พ.พ.ม.680)
(5) กิจกรรมใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือ เช่น ตั้งตัวแทนไปซื้อขายที่ดิน ดังนี้ต้องทำหนังสือมอบอำนาจ
กิจการที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นตัวหนังสือด้วย เช่น การตั้งตัวแทนไปกู้ยืมเงินเกินห้าสิบบาทขึ้นไป ก็ต้องมีหลักฐานการตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ (ป.พ.พ.ม. 789)
(6) สัญญาประนีประนอมยอมความจะต้องมีหลักฐานลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ป.พ.พ.ม.851)
ที่มา...http://www.ago.go.th/jodeci/law31.html